การเลือกซื้อ Big Bike มือสอง เป็นวิธีที่ช่วยให้เราได้รถในฝันในราคาที่เอื้อมถึงง่ายขึ้นครับ แต่เพราะเป็นรถสมรรถนะสูง การตรวจสอบอย่างละเอียดจึงสำคัญมากเพื่อให้ได้รถที่ “ขี่สนุก” และ “ปลอดภัย” จริงๆ
1. เช็กประวัติและเอกสาร (First Impression)
ก่อนจะดูตัวรถ ให้ดู “สมุดทะเบียน” และประวัติก่อนครับ
-
เล่มทะเบียน: ชื่อเจ้าของต้องตรงกับคนขาย เลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ในเล่มต้องตรงกับที่ตอกไว้บนรถ
-
ประวัติการซ่อมบำรุง: รถที่เข้าศูนย์เช็กระยะตลอดจะน่าเชื่อถือมาก เพราะมีบันทึกการเปลี่ยนถ่ายของเหลวและอะไหล่สิ้นเปลือง
-
จำนวนเจ้าของ: หากเปลี่ยนมือมาบ่อยเกินไป (เช่น 1 ปี เปลี่ยน 4 คน) อาจเป็นสัญญาณว่ารถมีปัญหาจุกจิก
2. ตรวจสอบโครงสร้าง (Frame & Alignment)
ความปลอดภัยเริ่มที่โครงสร้าง รถที่เคยล้มหนักหรือชนแรงจะเสียศูนย์
-
รอยถลอกตามจุดเสี่ยง: เช็กปลายแฮนด์, พักเท้า, ตุ้มปลายเกียร์ และการ์ดเครื่อง ถ้ามีรอยลึกอาจแปลว่าเคยล้มสไลด์
-
ตะเข็บและรอยเชื่อม: รอยเชื่อมเฟรมต้องเนียนจากโรงงาน ไม่มีรอยพ่นสีใหม่หรือรอยดัด
-
โช้คอัพ: ก้มดูแกนโช้คหน้าว่ามีคราบน้ำมันซึมออกมาไหม (ซีลรั่ว) และโช้คต้องไม่คดงอ
3. เช็กเครื่องยนต์และระบบไฟ
-
เสียงเครื่องยนต์: สตาร์ทรถตอนเครื่องเย็น (ลองแตะเครื่องดูว่าเย็นจริงไหม) เครื่องที่สมบูรณ์ต้องเดินนิ่ง ไม่มีเสียง “โลหะกระทบกัน” ดังผิดปกติ
-
ควันไอเสีย: เร่งเครื่องดูเบาๆ ต้องไม่มีควันขาว (เครื่องหลวม) หรือควันดำผิดปกติ
-
ระบบไฟ: ไฟเลี้ยว, ไฟสูง-ต่ำ, ไฟเบรก และหน้าปัดเรือนไมล์ต้องทำงานครบทุกฟังก์ชัน
4. อะไหล่สิ้นเปลือง (Budget Awareness)
จุดนี้เอาไว้ประเมินงบประมาณที่ต้องจ่ายเพิ่มหลังซื้อ
-
ยาง: ดูปีผลิตและเนื้อยางว่าแข็งหรือแตกลายงาหรือยัง (ยาง Big Bike คู่หนึ่งราคาค่อนข้างสูง)
-
โซ่และสเตอร์: ฟันสเตอร์ต้องไม่แหลมคมจนเกินไป โซ่ต้องไม่หย่อนหรือตายพิน
-
ผ้าเบรกและจานเบรก: จานเบรกต้องเรียบ ไม่เป็นรอยลึกหรือเบี้ยว
5. การทดลองขับ (Test Ride)
ถ้าเจ้าของอนุญาต การลองขี่คือการพิสูจน์ที่ดีที่สุด
-
การทรงตัว: ปล่อยมือสั้นๆ ในความเร็วต่ำดูว่ารถดึงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่
-
ระบบเกียร์: เข้าเกียร์ต้องสมูท ไม่หลุด (โดยเฉพาะเกียร์ 2 ที่มักมีปัญหาในรถใช้งานหนัก)
-
ความร้อน: ขี่สักพักแล้วดูเข็มความร้อนว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ พัดลมหม้อน้ำทำงานไหม
