ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ การปรับพฤติกรรมการขับขี่และการดูแลรถเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยครับนี่คือ 5 วิธีลดการใช้น้ำมัน ที่ทำตามได้ง่ายและเห็นผลจริง
1. ปรับพฤติกรรมการขับขี่ (ลดการเหยียบคันเร่งรุนแรง)
-
พฤติกรรมเดิม: ชอบออกตัวล้อฟรี หรือเหยียบเบรกกะทันหันบ่อย ๆ
-
วิธีแก้: พยายามขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ (ประมาณ 80–90 กม./ชม. เป็นช่วงที่ประหยัดน้ำมันที่สุด) และใช้วิธี “ชะลอความเร็วล่วงหน้า” แทนการเบรกกระชั้นชิด การขับแบบนุ่มนวลสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10–30% เลยทีเดียว
2. เช็ก “ลมยาง” ให้พร้อมเสมอ
-
พฤติกรรมเดิม: ปล่อยให้ลมยางอ่อน เพราะคิดว่าไม่เป็นไร
-
วิธีแก้: ยางที่แบนเกินไปจะทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนมากเกินจำเป็น เกิดแรงต้านและทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น การเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่คู่มือรถกำหนด (เช็กอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง) จะช่วยลดการกินน้ำมันได้ประมาณ 3% ครับ
3. เคลียร์ของท้ายรถ (ลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็น)
-
พฤติกรรมเดิม: รถกลายเป็นห้องเก็บของเคลื่อนที่ มีทั้งรองเท้า ลังกระดาษ อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ
-
วิธีแก้: น้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 50 กิโลกรัม จะส่งผลให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2% ลองใช้เวลาสัก 10 นาที เคลียร์ของที่ไม่จำเป็นออกจากรถ ให้รถเบาที่สุด เท่านี้ก็ช่วยเซฟน้ำมันได้แล้ว
4. วางแผนเส้นทางก่อนออกเดินทาง (ใช้แอปให้เป็นประโยชน์)
-
พฤติกรรมเดิม: ขับไปเรื่อย ๆ หลงทาง หรือเลือกเส้นทางที่รถติดเป็นประจำ
-
วิธีแก้: ก่อนสตาร์ทรถทุกครั้ง ให้เปิด Google Maps หรือแอปนำทางเพื่อดูเส้นทางที่รถติดน้อยที่สุด หรือเลือกเส้นทางลัด การจอดรถติดอยู่เฉย ๆ โดยเปิดแอร์ทิ้งไว้ ถือเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ที่สุด
5. ดับเครื่องยนต์เมื่อต้องจอดรอนาน ๆ
-
พฤติกรรมเดิม: สตาร์ทรถทิ้งไว้ตอนจอดรอเพื่อน หรือจอดคุยโทรศัพท์ข้างทาง
-
วิธีแก้: หากจำเป็นต้องจอดรถนิ่ง ๆ เกิน 2-3 นาทีขึ้นไป (ยกเว้นตอนติดไฟแดง) แนะนำให้ ดับเครื่องยนต์ ครับ เพราะการสตาร์ทรถทิ้งไว้เป็นเวลา 10 นาที อาจสิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่ได้ระยะทางเลยถึง 200–500 มิลลิลิตร (ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์)
