หน้าฝนแบบนี้ การดูแลมอเตอร์ไซค์คู่ใจถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยครับ เพราะทั้งความชื้น คราบดินโคลน และน้ำฝนที่สะสมตามจุดต่างๆ สามารถทำให้รถเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าปกติ นี่คือ 10 วิธีดูแลมอเตอร์ไซค์ในหน้าฝน ที่จะช่วยให้รถพ้นขีดอันตรายและพร้อมลุยทุกเส้นทางครับ
1. เจอน้ำฝนมา… อย่าเพิ่งคลุมรถทันที
หลังจากลุยฝนมาเหนื่อยๆ หลายคนอยากรีบคลุมผ้าเพื่อกันฝนระลอกใหม่ แต่รู้ไหมว่าการคลุมผ้าตอนรถเปียกจะทำให้เกิด “ความอบอ้าวและไอน้ำสะสม” อยู่ภายใน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดสนิมตามน็อตและโครงสร้างเหล็ก รวมถึงอาจทำให้ระบบไฟมีความชื้นสะสมด้วย ทางที่ดีควรปล่อยให้รถแห้งหรือเช็ดก่อนค่อยคลุมครับ
2. ล้างรถทันทีหลังลุยฝน (อย่างน้อยแค่ฉีดน้ำไล่ก็ยังดี)
น้ำฝนไม่ได้สะอาดอย่างที่คิดครับ เพราะมันหอบเอาฝุ่นละออง คราบกรด และเศษดินโคลนมาด้วย หากปล่อยให้แห้งคา車 คราบเหล่านี้จะฝังลึกและกัดกร่อนสีรถรวมถึงชิ้นส่วนโลหะ การฉีดน้ำสะอาดไล่คราบโคลนและน้ำฝนออกทันทีหลังจากถึงบ้าน จะช่วยลดโอกาสการเกิดสนิมได้อย่างดีเยี่ยม
3. อย่าละเลย “โซ่” ตัวแปรสำคัญของความแรง
โซ่คือส่วนที่ปะทะกับน้ำและโคลนโดยตรงในหน้าฝน ทำให้น้ำมันหล่อลื่นที่เคลือบอยู่หลุดออกง่ายมาก สิ่งที่ต้องทำคือ:
-
หลังลุยฝนหนักๆ ให้ล้างทำความสะอาดโซ่
-
ใช้สเปรย์หล่อลื่นโซ่ (Chain Lube) ฉีดเคลือบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกันสนิมและลดเสียงดัง
4. ตรวจเช็กระบบเบรก (ผ้าเบรกหมดไวขึ้นในหน้าฝน)
เศษเม็ดทรายและดินโคลนที่มากับน้ำมักจะเข้าไปแทรกอยู่ระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรก ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกระดาษทรายคอยขัดผิวเบรกตลอดเวลา ทำให้ผ้าเบรกสึกหรอไวกว่าปกติ ควรเช็กความหนาของผ้าเบรกบ่อยๆ และสังเกตเสียงผิดปกติเวลาเบรกครับ
5. ตรวจสอบดอกยางและความดันลมยาง
ถนนลื่นในหน้าฝนต้องการการยึดเกาะสูงสุด:
-
ดอกยาง: ร่องยางต้องลึกพอที่จะรีดน้ำได้ ถ้าดอกยางโล้นหรือตื้นเกินไป รถจะเกิดอาการ “เหินน้ำ” (Hydroplaning) ได้ง่ายมาก
-
ลมยาง: ควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่คู่มือกำหนด (ไม่ควรแข็งเกินไป เพราะจะลดพื้นที่ผิวสัมผัสถนน)
6. สังเกต “น้ำมันเครื่อง” ว่ามีสีน้ำนมไหม
เวลาขับลุยน้ำลึกๆ หรือจอดตากฝนหนักๆ มีโอกาสที่น้ำจะเล็ดลอดเข้าไปผสมกับน้ำมันเครื่องผ่านทางท่อหายใจหรือจุดยึดต่างๆ ให้ลองดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาดู หากน้ำมันเครื่องเปลี่ยนจากสีน้ำตาล/ดำ กลายเป็นสีขาวนม (Milky) แปลว่าน้ำเข้าเครื่องแล้ว ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด ให้รีบเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที
7. จอดรถในที่ร่ม และเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมขัง
หากเลือกได้ ควรจอดรถในที่ร่มที่มีหลังคามิดชิดเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนฝนโดยตรง แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดกลางแจ้ง ให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำขังหรือพื้นดินโคลน เพราะความชื้นจากพื้นจะลอยขึ้นมากัดกร่อนใต้ท้องรถตลอดเวลา
8. เช็กระบบไฟ สัญญาณ และสวิตช์ต่างๆ
ความชื้นเป็นศัตรูกับระบบไฟ หมั่นเปิดเช็กไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และไฟเบรกว่าทำงานครบทุกดวงไหม หากสวิตช์ไฟเริ่มกดยากหรือมีอาการติดๆ ดับๆ อาจลองใช้สเปรย์ไล่ความชื้น (เช่น WD-40) ฉีดไล่ความชื้นตามข้อต่อและสวิตช์ต่างๆ ดูครับ
9. ทำความสะอาดและเคลือบสีรถเพิ่มเกราะป้องกัน
การเคลือบสีรถ (Wax) ในช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องไร้ประโยชน์ครับ เพราะชั้นแว็กซ์จะช่วยสร้างฟิล์มบางๆ เคลือบผิวสีรถไว้ ทำให้น้ำฝนและสิ่งสกปรกเกาะตัวได้ยากขึ้น เวลาเจอน้ำฝน น้ำจะจับตัวเป็นก้อนกลมๆ แล้วไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วยลดคราบน้ำฝังลึกได้ดี
10. ตรวจเช็กไส้กรองอากาศ
หม้อกรองอากาศมักจะมีท่อดักอากาศอยู่ ซึ่งถ้าเราขับลุยน้ำลึกหรือเจอฝนสาดแรงๆ ละอองน้ำอาจถูกดูดเข้าไปจนไส้กรองเปียกชื้น หากไส้กรองอากาศตันหรือเปียก น้ำมันจะจ่ายหนา รถจะมีอาการเร่งไม่ขึ้น สะดุด หรือสตาร์ทติดยาก ควรเปิดเช็กดูว่ายังแห้งและสะอาดอยู่เสมอครับ
